3 วิธีที่ช่วยไม่ให้เรากลัวเกินตอนสื่อสาร

เวลาขึ้นพูดในที่ประชุม หรือพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งพูดกับใครสักคนในเรื่องยากๆ เช่น การให้ feedback เรามักเกิดความกลัว ประหม่า หรือวิตกกังวลว่าเราจะพูดรู้เรื่องไหม จะปากสั่นมือสั่นไหม จะขายหน้าไหม จะจบด้วยดีไหม ฯลฯ  วันนี้ผมได้ฟัง podcast การสัมภาษณ์แอนดรู ฮูเบอร์แมน (Andrew Huberman) รองศาสตราจารย์ด้านชีวประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หัวข้อ “Hacking Your Speaking Anxiety” ได้พบวิธีที่นำมาปฏิบัติใช้ได้ในการช่วยลดความเครียดความกังวลขณะต้องปรากฎตัวขึ้นพูดต่อหน้าผู้คน

https://www.facebook.com/Plukrak/

ความเครียดเป็นตัวบั่นทอนไม่ให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือสื่อสารในแบบที่เราตั้งใจอยากจะสื่อสาร เมื่อเรามองผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์สมอง คนเราเมื่อวิตกกังวล โดยธรรมชาติสมองจะเปลี่ยนสถานะ (state) จากผ่อนคลายเป็นตื่นตัว เกิดปฏิกิริยาความเครียด (stress response) ระบบประสาทจะทำงานในโหมดที่เรียกว่า Sympathetic หรือระบบประสาทตื่นตัว ซึ่งร่างกายจะหลั่งสารอดินาลิน (adrenaline) สร้างความร้อนรนกระตุ้นให้เราต้องขยับเขยื้อนร่างกายออกไปจากจุดนั้น หลายครั้งก็เป็นการขยับในแบบที่เราไม่ต้องการหรือควบคุมไม่ได้ ซึ่งส่งผลให้เราเกิดความประหม่าไม่มั่นใจ และในสมองจะหลั่งสารอิพิเนฟริน (epinephrine) กระตุ้นให้เราโฟกัสกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกิน จนอาจลืมสังเกตคนหรือสิ่งรอบข้าง หรือลืมประเด็นที่คิดไว้ว่าจะพูด

อาจารย์แอนดรูแนะนำ 3 วิธีง่ายๆที่จะช่วยเราลดความเครียดในแบบ real-time นั่นคือตอนกำลังเครียดกดดันก่อนจะขึ้นพูด 

  1. กล้าก้าวออกไป ข้อแรกนี้ก็แบบกำปั้นทุบดินเลย กลัวนักก็กล้าซะเลย แม้ว่าจะดูแปลกๆแต่ในระดับสมอง การกล้าก้าวออกไปเป็นการลดความเครียดในตัวมันเอง นักศึกษาปริญญาเอกของอาจารย์แอนดรูได้ค้นพบระบบประสาทส่วนนี้ที่ทำหน้าที่สั่งการให้ร่างกายขยับภายใต้เงื่อนไขที่สมองอยู่ในสถานะตื่นตัวสูงหรือเครียดกังวล และศึกษาการทำงานของมัน พบว่าความเครียดจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทส่วนนี้หลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่าโดปามีน (Dopamine) ออกมา สารนี้เป็นหนึ่งใน “สารความสุข” จะหลั่งเมื่อได้รับรางวัล แต่แม้ยังไม่ได้ สมองก็หลั่งสารนี้เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ ให้เราขับเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมายความสำเร็จ กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่าจะอยู่ในความเครียดกดดัน เราก็มีความสุขได้แค่เรากล้าก้าวออกไปเผชิญสิ่งที่เรากลัว
  2. กรอกตาแบบ EMDR อาจารย์แอนดรูอ้างถึงเทคนิคการทำจิตบำบัดหนึ่งที่คิดค้นโดยนักจิตวิทยาแฟรนซีน ชาปิโร (Francine Shapiro) ที่ค้นพบวิธีการกรอกตาไปมาซ้ายขวา ที่ช่วยให้รักษาบาดแผลทางใจ (trauma) มีงานวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนวิธีการ EMDR (Eye Movement Desensitization Reprocessing) ว่าช่วยยับยั้งการทำงานของสมองส่วนอมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความกลัวโดยตรง อาจารย์แอนดรูจึงแนะนำให้ลองกรอกตาไปมาซ้ายขวาสัก 30 วินาทีก่อนขึ้นพูด เป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้เราคลายความเครียดได้ด้วยตัวเราเอง (หมายเหตุ หากผู้อ่านที่ต้องการเยียวยาบาดแผลทางใจ ที่มีที่มาจากเหตุการณ์ปมในอดีตหรือวัยเด็ก โปรดติดต่อนักจิตบำบัดที่ใช้ EMDR เพื่อรับการเยียวยาอย่างเป็นระบบ)
  3. หายใจเข้าเบิ้ลสองครั้ง เป็นวิธีการหายใจที่แนะนำโดยเดวิด สปีเกิล (David Spiegels) จิตแพทย์และเพื่อนนักวิจัยกับอาจารย์แอนดรู เขาเริ่มจากคำถามที่ว่า มีวิธีการหายใจแบบไหนที่ช่วยทำให้คนสงบได้ดีที่สุดแบบ real time และห้องทดลองของเดวิด พบว่าไม่ใช่แค่การหายใจลึกช้า หลายครั้งเราจะได้ยินคนแนะนำว่า เวลาเครียดก็หายใจลึกๆช้าๆ แต่ความจริงในทางสรีระร่างกายของคนเราตอนเครียด ถุงลมเล็กๆในปอดทั้งสองข้างจะแฟบกันเป็นจำนวนมาก ทำให้หายใจสั่นและถี่ มันจึงหายใจลึกช้ายาก วิธีหายใจช่วยแบบปัจจุบันทันด่วนคือ หายใจเข้าทางจมูกสุดแค่ไหนแค่นั้น แล้วยังไม่หายใจออก ให้หายใจเข้าไปอีกครั้ง แล้วค่อยหายใจออกยาวทางปาก ทำอย่างนี้ซ้ำอีกสักสองถึงสามครั้ง ก็จะช่วยทำให้ปอดเราขยายและกลับมาทำงานขับคาร์บอนไดออกไซด์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลช่วยลดปฏิกิริยาความเครียดที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเส้นเลือดสูงเกิน

อาจารย์แอนดรูยังได้ขยายความเพิ่มเติมว่า 3 วิธีข้างต้นแบบแนวทางที่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตอน real-time คือลดความเครียดให้ได้เร็วในขณะที่ต้องเผชิญความกดดันตรงหน้า แต่อีกแนวทางที่เรียกว่าเป็นการป้องกันในระยะยาว คือการขยายขนาดความทนทาน (tolerance) ต่อความเครียด คือแม้ว่าร่างกายจะหลั่งสารอดินาลีน แต่เรายังสงบนิ่งอยู่ได้ และแนวทางที่สองนี้ต้องการการฝึกฝน เป็นการเตรียมตัวรับมือกับความเครียดกังวลที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น นั่นคือเป็นการจงใจพาตัวเราไปอยู่ในสถานการณ์เครียดกดดัน แล้วฝึกรับมือด้วยความสงบ ผ่อนคลาย เช่น อาบน้ำเย็นแล้วฝึกให้ใจสงบสัก 3 นาที หรือปั้มลมหายใจถี่ๆ 25-30 ครั้ง แล้วหายใจออกให้หมดแล้วกลั้นไว้ 15 วินาที เป็นการฝึกให้ใจรู้สึกสงบแม้จะมีอดินาลีนไหลเวียนในร่างกาย เป็นต้น ทั้งนี้ขอให้เราฝึกพอดีไม่กลายเป็นการทำให้เราบาดเจ็บ หลักการคือ ไม่ใช่ทำให้ตัวเองเครียด แต่เป็นการเรียนรู้ว่าเรามาถึงจุดเครียดได้อย่างไร และเราจะดูแลให้สงบท่ามกลางความกดดันอย่างไร และเราจะได้รับสิ่งที่เรียกว่า “พลังวิเศษ” ที่เราสามารถพูดสื่อสารได้อย่างที่เราอยากจะพูด แม้ว่าจะสถานการณ์นั้นจะเครียดและกดดัน

4 นิสัยสร้างสุข เริ่มได้ในแต่ละวัน

จากการสัมภาษณ์ชาวอเมริกัน 500 คนที่ระบุว่าตนเองเป็นคนที่มีความสุข Michelle Wax พบว่า คนเหล่านี้เรียนรู้ที่จะสร้างสุขในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นนิสัยในระยะยาว 4 อย่าง

  1. บันทึกความสุข

จดสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข ควบคู่ไปกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่มีความสุข จุดสำคัญอยู่ที่มีอะไรใน list นี้ที่คุณสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง จากนั้น จัดสรรเวลามากขึ้นให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่คุณมีความสุขและทำได้ด้วยตนเอง และใช้เวลาน้อยลงทำสิ่งที่คุณไม่มีความสุข

  1. ดำเนินชีวิตด้วย “คำพูดที่สร้างแรงจูงใจ”

นิยามความสุขของคน 500 คนนี้เป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องการออกกำลังและเช็คสภาพอยู่เรื่อยๆ ความสุขไม่ได้อยู่แค่ตอนบรรลุเป้าหมาย แต่เป็นความรู้สึก “ระหว่างทาง” ที่เดินไปถึงเส้นชัย คุณสามารถหาคำพูดที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ด้วยตัวคุณเอง ลองสังเกตเวลาที่คุณสำเร็จตามเป้าหมาย มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นกับคุณบ้าง เช่น โล่งใจ เป็นอิสระ มีพลัง สุขใจ เป็นต้น ให้เขียนคำเหล่านั้นออกมาสร้างเป็น list แล้วลองปรับกิจกรรมที่คุณทำ ปรับความคิด และปรับความรู้สึกให้อิ่มใจได้ในแต่ละวัน ไปกับคำพูดเหล่านี้

  1. เริ่มต้นชีวิตวันใหม่ในแบบที่คุณปรารถนา

เริ่มยามเช้าของคุณด้วยพลังบวก เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถสร้างสุขได้ในแต่ละวัน คุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ แค่เวลาสั้นๆก็ทรงพลังพอที่จะเปลี่ยนวันนี้ของคุณเป็นวันสุข ลองเปลี่ยนจากลุกจากเตียงแล้วรีบหยิบมือถือดูโซเซียล แล้ววางแผนวันนี้อย่างมีสติสัก 1 นาที ถามตัวเองว่า วันนี้ฉันต้องการบรรลุอะไร ฉันจะทำมันอย่างไร และด้วยทัศนคติอะไร มันคือช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจว่าคุณต้องการจะมีประสบการณ์และตอบสนองกับสถานการณ์ต่างๆอย่างไร แทนที่จะเป็นการตอบโต้ไปตามกระแสขึ้นลงของสิ่งที่เข้ามาตลอดทั้งวัน

  1. ตามประกายแสงแห่งความใฝ่รู้

ประมาณ​ 70% ของคนที่ระบุตัวเองว่าเป็นคนมีความสุข สร้างการเปลี่ยนแปลงไปลองทำในสิ่งที่คนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอาจมองว่า “เพื้ยน” หรือ “ถอยหลัง” แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นการง้างหนังสติ๊ก เพื่อดีดตัวไปข้างหน้า ทั้งหมดเริ่มจากประกายไฟในสมองที่เกิดจากความตื่นเต้นที่คนๆนั้นอยากรู้อยากเข้าใจ แล้วพวกเขาตัดสินใจที่จะลองลงมือทำสร้างการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะปล่อยมันให้ผ่านไป เขาอาจเริ่มไปอ่านบทความ ดูสารคดี หรือโทรหาเพื่อนที่ให้ไอเดียใหม่ๆ ลองตามประกายแสงนี้ไป แล้วดูว่ามันจะพาคุณไปอยู่จุดไหน

ขอบคุณบทความของ Michelle Wax จาก fastcompany.com

เทคนิคฝึกสติที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและกังวล

ช่วงนี้ดูแลจิตใจตัวเองกันด้วยนะ 

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ของไทย ตัวกระตุ้นความเครียด (stressors) มีเข้ามาเยอะมากในแต่ละวันแบบยากที่จะคาดเดาได้ (unpredictable) วันนี้ผมมีแบบฝึกหัดเล็กๆที่จะช่วยให้เราดูแลอารมณ์ตัวเองให้ยังคงอยู่ใน “หน้าต่างแห่งความทนทาน” (window of tolerance) นั่นคือ ขอให้เราหายใจลึกช้าสัก 3 ลมหายใจ แล้วคุยกับตัวเองว่า “แม้ว่าจะมีอะไรกระตุ้น เรายังมีสติ เห็นคุณค่าในตัวเอง ยอมรับความจริง และให้ความรักกับคนรอบข้างเราได้”

https://pixabay.com/images/id-5538757/

ถ้าหากข่าวสารหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้นเข้มข้นจนทำให้เราหลุดจากหน้าต่างนี้ไป เกิดเป็นปฏิกิริยาไปในขั้วกระตุ้นเร้ามากเกิน (hyperarousal) เช่น โกรธ ตำหนิ ต่อว่า คิดวางแผนไม่เลิก ขอให้เราลองฝึกเปิดประสาทสัมผัส 5-4-3-2-1 

5 คือ “ในตอนนี้ฉันเห็นอะไร 5 อย่าง” (เปิดประสาทตา มองไปรอบห้อง หรือสถานที่ที่เราอยู่)

4 คือ “ในตอนนี้ฉันสัมผัสอะไรได้ 4 อย่าง” (เปิดความรู้สึกทางกาย รับรู้ ณ ขณะนี้)

3 คือ “ในตอนนี้ฉันได้ยินเสียงอะไร 3 เสียง” (เปิดประสาทหู รับฟังเสียงธรรมชาติ)

2 คือ “ในตอนนี้ฉันได้กลิ่นอะไร 2 อย่าง” (หายใจเข้ารับรู้กลิ่นที่ปรากฎ)

1 คือ “ในตอนนี้ฉันรับรสอะไร 1 รส” (อาจลองจิบน้ำ หรือกลืนน้ำลาย)

แบบฝึกหัดนี้จะช่วยปรับสมดุลระบบประสาทส่วนกลางให้เปลี่ยนจากโหมดสู้หรือหนี (Fight or Flight) กลับสู่โหมดพักและย่อย (Rest & Digest) ขยายหน้าต่างแห่งความทนทานให้กว้างขึ้น

หากตัวกระตุ้นนั้นสร้างประสบการณ์ตรงกันข้าม คือเกิดปฏิกิริยาตอบโต้แบบกระตุ้นเร้าน้อยเกินไป (hypoarousal) เช่น เราเริ่มถอนตัว เก็บตัว ปิดการรับรู้โลกภายนอก หมกหมุ่นกับตัวเองและอดีต ตัดความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก ขอให้เราลองฝึก energize ตัวเอง เช่น มองสีเขียว ต้นไม้ ใบหญ้า หรือลุกออกไปเดินในสวน ขยับร่างกายให้กระปรี่กระเปร่า ร้องเพลง เล่นดนตรี ออกกำลังกาย เต้นรำ ทำงานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น

กิจกรรมฐานกายแบบ energizer จะช่วยปรับสมดุลระบบประสาทส่วนกลางจากโหมดเย็นชา ช้า ซึม (Freeze) กลับสู่โหมดตื่นตัวพอดี (Optimal Arousal) ซึ่งอยู่ภายในขอบเขตที่เราควบคุมตัวเองได้ในหน้าต่างแห่งความทนทาน

และหากเราไม่ทันตัวกระตุ้น หรือเครียดมากจนอาจเกิดพฤติกรรมทำลายสุขภาพตัวเอง ทำลายความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก บั่นทอนผลงานเราทำออกมาได้ไม่ดี หรือหมดกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆให้กับชีวิต ขอให้เราไม่ลืมที่จะรักตัวเอง อาจใช้เทคนิคหายใจแบบ Box Breathing แปรเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นไปในทางบวกและสร้างสรรค์

หายใจเข้านับ 4 ในใจช้าๆ 1… 2… 3… 4…

กลั้นลมหายใจนับ 4 ในจังหวะเดิม 1… 2… 3… 4…

หายใจออกนับ 4 เช่นกัน 1… 2… 3… 4…

กลั้นลมหายใจนับ 4 ในใจ 1… 2… 3… 4…

จินตนาการว่าความเครียดความกังวลทั้งหลายสลายไปกับลมหายใจ แล้วความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ไหลเข้ามาแทนที่อย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่ว่าความเครียดจะเกิดรุนแรง ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ หรือไม่รู้ว่าจะอยู่นานแค่ไหน เมื่อเรายังคงฝึกดูแลจิตใจตัวเองอยู่เสมอๆ ความสามารถในการกำกับดูแลระบบประสาทส่วนกลางให้อยู่ในสมดุล (อยู่ในหน้าต่างแห่งความทนทาน) จะติดตัวเราไปจนกลายเป็นนิสัย และเราจะเป็นอีกกำลังใจสนับสนุนให้คนรอบข้างดูแลจิตใจตัวเองฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยเช่นกัน

ผมหวังว่าแบบฝึกหัดดูแลจิตใจตัวเองนี้จะเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกคนให้ผ่านช่วงวิกฤติครั้งนี้ไปได้ แล้วนำพาพวกเราสู่สุขภาวะที่ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคตหลังโควิด-19

Life is a Journey of Learning and Transformation

We are a whole and parts at the present moment. In the timeline, our future self is a whole and our past selves are parts. It’s a karma from our past parts that we don’t have unlimited choices to choose but it’s a creativity (from a certain limitation) that we can freely figure out what choices we can make to become our future whole. Life is simply a journey of learning and transformation. Lessons we learned from the past conditioned us to learn at the present moment.

In a moment of life, all parts are communicating together, the head, the heart, and the gut. The head says, “I need you to exercise.” The gut reacts, “If I get enough food, you’ll faint after exercise.” The heart says to them, “I can’t feel my value if both of you can’t agree.” Then life goes chaotic whether or not eating or exercising. The head may go out and find external motivations to win the game. The gut may drive the body to reach out for foods and beverages. The heart may hide away from the scene. Life goes on with the inner fight. Guess who win?

It’s a higher levels of consciousness that come to reconcile all the parts. We may call it “soul.” The soul get in touch with the head as it goes distracted with some news of Covid-19. The soul softly touch the gut and says, “there, there.” The soul calls for the heart to come back home. The soul points out the fact that his body is now overweighted and his mind is full of stress. The soul facilitates a dialogue among them, let their voices be heard, and find solutions together.

Here is the list of commitment they have for each other:

  1. The head will ask permission from the gut first, are you willing to go exercise with me? If not it may ask more, what do you want for now? what time is right for you to do exercise? The head also promises that it will do the same to the heart and will always listen deeply to them both.
  2. The heart will keep affirming the value of the head and thank the gut for taking care of the body. The heart also promises that it will be there with them.
  3. The gut will energize them with fun and joy for any activity they will do together. The gut also promises that it will help calm down the body.

Can you guess whose inner dialogue is this?

With mindfulness and compassion, we observe and connect our selves. We come home to ourselves. From this place, we learn, unlearn, and relearn. As we learn to let go of the illusion or invalid identity of some selves, a new sense of self emerges. Life is not static but a circulating flow of parts and whole. It’s a journey of learning and transformation.

Transformation in the Time of Crisis

What is Transformation? Why is it important in the time of crisis like Covid-19 pandemic?

We can categorize human change into 2 groups, horizontal and vertical ones, transformation falls into the second category. Horizontal change refers to expanding our skills, knowledge, or experiences that requires us to learn to do something repeatedly. However, vertical change is all about changing our sense of self at the core. It’s a big change that requires us to learn differently, not repeatedly. It’s also not about doing anything but being and connecting with a deeper level of being. It requires us to reflect upon our old patterns of doing things automatically, let go of parts that has long been assumed as “I”, and move towards more whole sense of self.

Transformation shows up in the nature like a butterfly emerging out of a cocoon. I’m very curious how a caterpillar feels through the experiences of changing its sense of self from forming a chrysalis to changing its form inside the pupa and emerging as a butterfly. How does it feel being “quarantine” in its cocoon?

What if the Covid-19 pandemic is not just a crisis but a stage of human transformation? What if our pre-pandemic world is ripe for the next transformation? Like a butterfly, human consciousness has potentials to transform itself. Prof.Robert Kegan’s constructive developmental psychology identifies 5 transformations of human consciousness. He refers to the Black Plague in 1300s (the origin of quarantine) that brought an enormous transformative potential to human consciousness as people of the servant class saw that the noble class can die as easily as them. All classes are equal in this respect.

If Black Plague was a significant transformative potential of the 4th, can Covid-19 bring us the 5th transformation?

In 2020, people all around the world can die easily again with Covid-19. All countries are equal despite of political systems or advancement of the economic systems. There is no discrimination in the world of microbes. Now we can see all the systems we build, like economy, transportation, politics can fall as easily as human life. Human life and the human-built systems are equally fragile. The 4th transformation potentials liberated humanity once from classes, now can the 5th transformation potentials, if this pandemic is one of them, liberate us from stressful and exploitative systems?

In pre-pandemic world, we have long been in the trance of making economic progress, growing business, increasing political power. We forget that our precious life is right here in this present moment and our vulnerable human species and planet earth need more compassion. From the cocoon of staying-at-home, can we incubate a new form of human consciousness and emerging again with the wings of mindfulness and compassion?

Welcome to My Personal Journey into the Unknown World after Covid-19

It’s been a long time I have written any blog since 2007. Fast forward 13 years later, here I am staying at home, writing this blog to share my personal journey of how I stay alive, survive, and thrive as a person in this planet with the Covid-19 disruption. It may be your thought friend as I share my thoughts and feelings along with exploring and learning numerous useful ideas and insights emerging at the same time around the world.

As Prof.Robert Kegan put it in this youtube video, amidst this Covid-19 pandemic, we all around the world are contemplating on one same issue for the first time in human history — how we survive Covid-19 — and we may unlock our transformative potentials as many of us starts to realize we are all the same vulnerable species in the vulnerable planet. As I contemplate this thought and open my compassionate heart-space, It feels like I live everywhere, even through I live in Bangkok, Thailand. It feels like I sense all hearts beating together in fears and pains but at the same time with a light of hope into the unknown.

We don’t know how long it will take for this to end or how many waves of Covid-19 we will have to face. I believe that if we are mindfully connecting with our heads, hearts, and guts in the present moment, each new moment will bring us love and compassion to heal our vulnerable species and protect our vulnerable planet.